หลังจากทั่วโลกมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการฟื้นฟูภัยพิบัติธรรมชาติ ส่งผลให้ทุกประเทศต้องเร่งหาพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ มาสำรองให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานไว้ใช้ในอนาคต ทั้งที่เป็นพลังงานทดแทน ก๊าซธรรมชาติ และการลงทุนอีกหลากหลายสารพัดโครงการ เพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิลที่กำลังจะหมดไปจากโลกใบนี้ในไม่กี่ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตามทั่วโลกต่างหาทางออกปัญหาปริมาณสำรองพลังงานได้ในระดับหนึ่ง โดย ที่ประชุมและนิทรรศการธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก หรือ เวิลด์แก๊ส 2012 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศต่างยืนยันว่า ทิศทางพลังงานต่อไปนี้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตามทั่วโลกต่างหาทางออกปัญหาปริมาณสำรองพลังงานได้ในระดับหนึ่ง โดย ที่ประชุมและนิทรรศการธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก หรือ เวิลด์แก๊ส 2012 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศต่างยืนยันว่า ทิศทางพลังงานต่อไปนี้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
พร้อมทั้งมีการประเมินปริมาณสำรองแอลเอ็นจี ทั่วโลกอย่างน้อยมีเพียงพอให้ประชาชนได้ใช้อีก 250 ปี ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าที่หลายองค์กรเคยประเมินไว้ว่าจะมีปริมาณเพียง 50-60 ปี
สาเหตุที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพลังงานระดับโลกมั่นใจขนาดนั้น เพราะในปัจจุบันหลายประเทศได้สำรวจพบแหล่งก๊าซเพิ่มเติมทั่วโลก รวมถึงบริษัทผู้ผลิตน้ำมันได้พัฒนาเทคโนโลยีในการแยกก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ดังนั้นในอนาคตโลกหันมาให้ความสำคัญในการใช้แอลเอ็นจีมากขึ้น
ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า, ใช้ในโรงงานอุตสาห กรรม, โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และภาคขนส่ง ซึ่งประเทศที่มีการส่งออกแอลเอ็นจีมากที่สุดในโลก คือ กาตาร์ คิดเป็น 26% ของปริมาณส่งออกทั่วโลก รองลงมาเป็น อินโดนีเซีย 11% มาเลเซีย 10% และ ออสเตรเลีย 9% โดยญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สุดของโลก เนื่องจากภัยพิบัติที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายแก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้ญี่ปุ่นต้องใช้แอลเอ็นจีมาผลิตไฟฟ้ามากขึ้น
ทั้งนี้ก๊าซแอลเอ็นจีถือเป็นพลังงานสะอาด สามารถลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี โดยมีคุณสมบัติพิเศษที่ ไร้กลิ่น ไร้สารพิษ และปราศจากสารกัดกร่อน ที่สำคัญหากเกิดการรั่วไหลก็ไม่จำเป็นต้องหาทางขจัดเพราะ แอลเอ็นจี จะระเหยไปในอากาศอย่างรวดเร็วและไม่เหลือสารตกค้างใด ๆ ไว้
จึงไม่แปลกที่บริษัทผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ ๆ ของโลก บริษัท ปิโตรไชน่า ของรัฐบาลจีน, เอ็กซอนโมบิล ของสหรัฐ, ปิโตรนาส ของมาเลเซีย, บีพี ประเทศอังกฤษ รวมถึง เชลล์, เชฟรอน เป็นต้น ต่างได้ทุ่มงบประมาณในการไล่ล่าแหล่งพลังงาน โดยเฉพาะเชลล์ ที่ทุ่มทุนในการสร้างเรือ ซึ่งเป็นโรงงานลอยน้ำขนาดใหญ่บรรทุกก๊าซได้ 3.6 ล้านตัน มูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่อไปขุดเจาะหาก๊าซในทะเลที่มีระยะทางห่างไกลจากชายฝั่งไม่ต่ำกว่า 1,000 กม.
ขณะที่ประเทศไทย ไม่รอช้าที่ต้องมอบหมายให้ บมจ.ปตท. เร่งเดินหน้าในการหาปริมาณสำรองไว้ใช้ทั้งการขุดเจาะสำรวจเพิ่ม การทำสัญญาซื้อขายก๊าซ หรือการสร้างคลังรองรับแอลเอ็นจีไว้ใช้หลาย ๆ ปี เพราะแหล่งผลิตที่มีอยู่ในประเทศก็ร่อยหรอลงทุกวัน โดยในปัจจุบันไทยสามารถผลิตแอลเอ็นจีในประเทศได้เฉลี่ยที่ 3,776 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน มีการนำเข้าจากแหล่งยาดานา ประเทศพม่า 392 ล้านลบ.ฟุต, นำเข้าจากแหล่งเยตากุน ประเทศพม่า 378 ล้าน ลบ. ฟุต และนำเข้าจากที่อื่น 144 ล้าน ลบ. ฟุต
ล่าสุดมีการศึกษาการสร้างเรือที่เป็นโรงงานเหมือนกับเชลล์ เพื่อไปขุดเจาะหาก๊าซในทะเลที่มีระยะทางเกิน 1,000 กม. เช่นกัน แค่การลงทุนคงมีขนาดเล็กกว่าของเชลล์ หรือมีมูลค่าลงทุนไม่เกิน 100,000 ล้านบาท เพราะเชื่อว่าปริมาณที่หาได้ในปัจจุบันคงได้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้า และภาคขนส่งที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเชื่อว่ารัฐบาลคงต้องชะลอแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบไม่มีกำหนดแน่ เพราะคงสู้แรงคัดค้านจากชาวบ้านไม่ไหว ดังนั้นทางแก้ก็คงต้องใช้แอลเอ็นจีในการผลิตไฟฟ้าไปก่อน
ซีอีโอของ ปตท. อย่าง “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” ออกมายอมรับว่า ตอนนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับก๊าซแอลเอ็นจีมาก เพราะในอนาคตก๊าซประเภทนี้จะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งงานการประชุมและนิทรรศการธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก 2012 ถือเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการแสวงหาแหล่งก๊าซใหม่ ๆ
ในต่างประเทศ และพัฒนาสายโซ่ธุุรกิจแอลเอ็นจี ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันปริมาณก๊าซที่ผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่สูงขึ้นทำให้ไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทนการใช้น้ำมันมากขึ้น
“นอกจากน้ำมันที่จะเริ่มหมดแล้วยังพบว่า ทั่วโลกเริ่มชะลอโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้ก๊าซธรรมชาติกลับมามีบทบาทสำคัญนับต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะก๊าซแอลเอ็นจี ที่เกิดขึ้นได้ในทั่วทุกมุมของโลก ไม่จำกัดเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกหรือกลุ่มประเทศโอเปกเท่านั้น”
ดังนั้น ปตท.มีการเตรียมพร้อมแผนการจัดหาก๊าซไว้รองรับอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนสถานีรับจ่ายแอลเอ็นจีเฟสแรก ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือ, ถังจัดเก็บสำรองก๊าซ และหน่วยแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นก๊าซธรรมชาติก่อนส่งไปยังลูกค้าผ่านเครือข่ายระบบท่อ
เบื้องต้นสามารถรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีได้ปีละ 5 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาซื้อขายแอลเอ็นจีกับประเทศกาตาร์มาแล้ว 2 ล้านตันและจะเจรจาเพิ่มกับประเทศออสเตรเลีย และ สหรัฐเพื่อให้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ขณะเดียวกัน ปตท. อยู่ระหว่างการดำเนินการทำแผนก่อสร้างสถานีรับแอลเอ็นจี ระยะที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ใช้งบประมาณในการลงทุนประมาณ 25,000 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 59 เพื่อรองรับการนำเข้าอีก 5 ล้านตันต่อปี จากนั้นก็จะมีการสร้างเฟสที่ 3 อีก แต่คงไปหาพื้นที่อื่นและอาจใช้วงเงินลงทุนมากกว่าเดิม เพราะต้องมีการสร้างสาธารณูปโภคใหม่หมด
อย่างไรก็ตามซีอีโอของ ปตท. มองว่า ผลของการลงทุนที่สูงและการหาพลังงานที่ยากขึ้นในอนาคตเชื่อว่าหลาย ๆ ประเทศคงจะมีการลดการอุดหนุนราคาพลังงาน
ต่าง ๆ ลง ทั้งเรื่องของน้ำมันและก๊าซ เห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่ประเทศมาเลเซีย ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 20 กว่าบาทต่อลิตรก็ประกาศที่จะลดการอุดหนุนเช่นกัน
ส่วนประเทศไทยหากต้องการที่จะผลักตัวเองไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ในอนาคตก็จำเป็นต้องให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาดเช่นกัน หากยังเน้นอุดหนุนราคาอยู่ไทยก็คงไม่สามารถก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างแน่นอน
แม้ปริมาณก๊าซธรรมชาติทั่วโลกยังมีให้มนุษย์ได้ใช้อีก 250 ปี และบริษัทน้ำมันชั้นนำของโลกจะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาเสาะแสวงแหล่งพลังงานได้มีประสิทธิภาพอย่างไร หากแต่ละประเทศ ไม่ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นคุณค่าของพลังงาน และให้ช่วยกันประหยัด เชื่อว่าในอนาคตอาจเกิดสงครามแย่งชิงแหล่งพลังงานแน่นอน.
สาเหตุที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพลังงานระดับโลกมั่นใจขนาดนั้น เพราะในปัจจุบันหลายประเทศได้สำรวจพบแหล่งก๊าซเพิ่มเติมทั่วโลก รวมถึงบริษัทผู้ผลิตน้ำมันได้พัฒนาเทคโนโลยีในการแยกก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ดังนั้นในอนาคตโลกหันมาให้ความสำคัญในการใช้แอลเอ็นจีมากขึ้น
ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า, ใช้ในโรงงานอุตสาห กรรม, โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และภาคขนส่ง ซึ่งประเทศที่มีการส่งออกแอลเอ็นจีมากที่สุดในโลก คือ กาตาร์ คิดเป็น 26% ของปริมาณส่งออกทั่วโลก รองลงมาเป็น อินโดนีเซีย 11% มาเลเซีย 10% และ ออสเตรเลีย 9% โดยญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สุดของโลก เนื่องจากภัยพิบัติที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายแก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้ญี่ปุ่นต้องใช้แอลเอ็นจีมาผลิตไฟฟ้ามากขึ้น
ทั้งนี้ก๊าซแอลเอ็นจีถือเป็นพลังงานสะอาด สามารถลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี โดยมีคุณสมบัติพิเศษที่ ไร้กลิ่น ไร้สารพิษ และปราศจากสารกัดกร่อน ที่สำคัญหากเกิดการรั่วไหลก็ไม่จำเป็นต้องหาทางขจัดเพราะ แอลเอ็นจี จะระเหยไปในอากาศอย่างรวดเร็วและไม่เหลือสารตกค้างใด ๆ ไว้
จึงไม่แปลกที่บริษัทผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ ๆ ของโลก บริษัท ปิโตรไชน่า ของรัฐบาลจีน, เอ็กซอนโมบิล ของสหรัฐ, ปิโตรนาส ของมาเลเซีย, บีพี ประเทศอังกฤษ รวมถึง เชลล์, เชฟรอน เป็นต้น ต่างได้ทุ่มงบประมาณในการไล่ล่าแหล่งพลังงาน โดยเฉพาะเชลล์ ที่ทุ่มทุนในการสร้างเรือ ซึ่งเป็นโรงงานลอยน้ำขนาดใหญ่บรรทุกก๊าซได้ 3.6 ล้านตัน มูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่อไปขุดเจาะหาก๊าซในทะเลที่มีระยะทางห่างไกลจากชายฝั่งไม่ต่ำกว่า 1,000 กม.
ขณะที่ประเทศไทย ไม่รอช้าที่ต้องมอบหมายให้ บมจ.ปตท. เร่งเดินหน้าในการหาปริมาณสำรองไว้ใช้ทั้งการขุดเจาะสำรวจเพิ่ม การทำสัญญาซื้อขายก๊าซ หรือการสร้างคลังรองรับแอลเอ็นจีไว้ใช้หลาย ๆ ปี เพราะแหล่งผลิตที่มีอยู่ในประเทศก็ร่อยหรอลงทุกวัน โดยในปัจจุบันไทยสามารถผลิตแอลเอ็นจีในประเทศได้เฉลี่ยที่ 3,776 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน มีการนำเข้าจากแหล่งยาดานา ประเทศพม่า 392 ล้านลบ.ฟุต, นำเข้าจากแหล่งเยตากุน ประเทศพม่า 378 ล้าน ลบ. ฟุต และนำเข้าจากที่อื่น 144 ล้าน ลบ. ฟุต
ล่าสุดมีการศึกษาการสร้างเรือที่เป็นโรงงานเหมือนกับเชลล์ เพื่อไปขุดเจาะหาก๊าซในทะเลที่มีระยะทางเกิน 1,000 กม. เช่นกัน แค่การลงทุนคงมีขนาดเล็กกว่าของเชลล์ หรือมีมูลค่าลงทุนไม่เกิน 100,000 ล้านบาท เพราะเชื่อว่าปริมาณที่หาได้ในปัจจุบันคงได้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้า และภาคขนส่งที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเชื่อว่ารัฐบาลคงต้องชะลอแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบไม่มีกำหนดแน่ เพราะคงสู้แรงคัดค้านจากชาวบ้านไม่ไหว ดังนั้นทางแก้ก็คงต้องใช้แอลเอ็นจีในการผลิตไฟฟ้าไปก่อน
ซีอีโอของ ปตท. อย่าง “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” ออกมายอมรับว่า ตอนนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับก๊าซแอลเอ็นจีมาก เพราะในอนาคตก๊าซประเภทนี้จะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งงานการประชุมและนิทรรศการธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก 2012 ถือเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการแสวงหาแหล่งก๊าซใหม่ ๆ
ในต่างประเทศ และพัฒนาสายโซ่ธุุรกิจแอลเอ็นจี ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันปริมาณก๊าซที่ผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่สูงขึ้นทำให้ไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทนการใช้น้ำมันมากขึ้น
“นอกจากน้ำมันที่จะเริ่มหมดแล้วยังพบว่า ทั่วโลกเริ่มชะลอโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้ก๊าซธรรมชาติกลับมามีบทบาทสำคัญนับต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะก๊าซแอลเอ็นจี ที่เกิดขึ้นได้ในทั่วทุกมุมของโลก ไม่จำกัดเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกหรือกลุ่มประเทศโอเปกเท่านั้น”
ดังนั้น ปตท.มีการเตรียมพร้อมแผนการจัดหาก๊าซไว้รองรับอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนสถานีรับจ่ายแอลเอ็นจีเฟสแรก ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือ, ถังจัดเก็บสำรองก๊าซ และหน่วยแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นก๊าซธรรมชาติก่อนส่งไปยังลูกค้าผ่านเครือข่ายระบบท่อ
เบื้องต้นสามารถรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีได้ปีละ 5 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาซื้อขายแอลเอ็นจีกับประเทศกาตาร์มาแล้ว 2 ล้านตันและจะเจรจาเพิ่มกับประเทศออสเตรเลีย และ สหรัฐเพื่อให้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ขณะเดียวกัน ปตท. อยู่ระหว่างการดำเนินการทำแผนก่อสร้างสถานีรับแอลเอ็นจี ระยะที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ใช้งบประมาณในการลงทุนประมาณ 25,000 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 59 เพื่อรองรับการนำเข้าอีก 5 ล้านตันต่อปี จากนั้นก็จะมีการสร้างเฟสที่ 3 อีก แต่คงไปหาพื้นที่อื่นและอาจใช้วงเงินลงทุนมากกว่าเดิม เพราะต้องมีการสร้างสาธารณูปโภคใหม่หมด
อย่างไรก็ตามซีอีโอของ ปตท. มองว่า ผลของการลงทุนที่สูงและการหาพลังงานที่ยากขึ้นในอนาคตเชื่อว่าหลาย ๆ ประเทศคงจะมีการลดการอุดหนุนราคาพลังงาน
ต่าง ๆ ลง ทั้งเรื่องของน้ำมันและก๊าซ เห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่ประเทศมาเลเซีย ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 20 กว่าบาทต่อลิตรก็ประกาศที่จะลดการอุดหนุนเช่นกัน
ส่วนประเทศไทยหากต้องการที่จะผลักตัวเองไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ในอนาคตก็จำเป็นต้องให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาดเช่นกัน หากยังเน้นอุดหนุนราคาอยู่ไทยก็คงไม่สามารถก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างแน่นอน
แม้ปริมาณก๊าซธรรมชาติทั่วโลกยังมีให้มนุษย์ได้ใช้อีก 250 ปี และบริษัทน้ำมันชั้นนำของโลกจะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาเสาะแสวงแหล่งพลังงานได้มีประสิทธิภาพอย่างไร หากแต่ละประเทศ ไม่ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นคุณค่าของพลังงาน และให้ช่วยกันประหยัด เชื่อว่าในอนาคตอาจเกิดสงครามแย่งชิงแหล่งพลังงานแน่นอน.
แหล่งข่าว : dailynews.co.th
