"ยื้อเวลา"แก้ไขรธน.ชะลอ"เผชิญหน้า"ดึงสถานการณ์-ชั่งน้ำหนัก"หักดิบ"ศาล | เรื่องเด่นทันเหตุการณ์ รู้ทันข่าว อัพเดทข่าวสาร

"ยื้อเวลา"แก้ไขรธน.ชะลอ"เผชิญหน้า"ดึงสถานการณ์-ชั่งน้ำหนัก"หักดิบ"ศาล




"ยื้อเวลา"แก้ไขรธน.ชะลอ"เผชิญหน้า"ดึงสถานการณ์-ชั่งน้ำหนัก"หักดิบ"ศาล


ที่สุดแล้วการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 8 มิ.ย. ซึ่งมีวาระสำคัญคือ การรับทราบคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ “ชะลอ” การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ต้อง “เลื่อน” การประชุมออกไปเป็นวันที่ 12 มิ.ย.

เหตุที่ต้อง “เลื่อน” การประชุมร่วมรัฐสภาออกไป เพราะที่ประชุมไม่สามารถหา “ข้อตกลง” กันได้ว่า ที่สุดแล้วจะทำอย่างไรกับ “คำสั่ง” ชะลอการลงมติวาระ 3 ของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีคำสั่งไว้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา แม้บรรยากาศของการประชุมร่วมรัฐสภาในซีกของพรรคเพื่อไทยจะให้ “น้ำหนัก” ไปทางอภิปรายไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ จนบางครั้งเกิดการกระทบกระทั่ง “หวุดหวิด” จะนำมาซึ่งความวุ่นวายก็ตาม แต่การตัดสินใจไม่ขอ “มติ” จากที่ประชุมของนายสมศักดิ์ อย่างน้อยก็เป็นการ “ยื้อเวลา” ออกไปก่อนที่สถานการณ์ทางการเมืองจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปถึงจุดที่มีการ “เผชิญหน้า” กัน

เป็นเรื่องที่ “น่าคิด” อยู่ไม่น้อยว่า แม้องคาพยพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะระดมสรรพกำลังและยุทธวิธีสารพัด แต่ก็ยังไม่กล้า “หักดิบ” คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

องคาพยพของ พ.ต.ท.ทักษิณ นัดชุมนุมคนเสื้อแดงพร้อมล่าชื่อเพื่อยื่นถอดถอน 7 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็เคลื่อนไหวกดดันและวิจารณ์การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แกนนำบ้านเลขที่ 111 ซีกพรรคเพื่อไทย ออกมาผสมโรง ทั้ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง หรือการดึงอดีตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่าง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายโภคิน พลกุล ซึ่งเป็น 2 อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา ตลอดจนการมีความเห็นข้อกฎหมายจากนักวิชาการ ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกา ความเห็นจาก นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งถึงความเห็นของอัยการสูงสุด

เหล่านี้ “ล้วน” มีความเห็น “ตรงข้าม” และไม่คล้อยตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ทั้งสิ้น

แต่ทำไม รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี “เสียงข้างมาก” ในรัฐสภา จึงไม่เอากำลังเข้าหักหาญ

หากดูความเห็นที่ “มีน้ำหนัก” ที่สุดอย่างอัยการสูงสุด ตรงที่วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการ “ล้มล้าง” การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งแม้จะสามารถวินิจฉัยได้ก็ตาม แต่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งชัดเจนมาตั้งแต่ต้นแล้วเป็นการทำหน้าที่คนละส่วนกับอัยการสูงสุดก็ยังจะเดินหน้าทำหน้าที่ “วินิจฉัย” 5 คำร้องที่ได้รับเรื่องไว้ต่อไป

วันที่ 5-6 กรกฎาคม คือกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญจะทำการไต่สวนและเชื่อว่าหลังจากนั้นไม่นานก็จะมีคำวินิจฉัยออกมาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ “เข้าข่าย” เป็นการล้มล้างสถาบันหรือไม่

ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญและจะเป็น “จุดชี้ขาด” อีกจุดหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

ถามว่าองคาพยพของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมให้กระบวนการเดินไปถึง “จุดนั้น” หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่อยากจะให้ไปถึงจุดนั้น จึงต้องใช้ความพยายามทุกทางเพื่อ “ตัด” กระบวนการนั้นเสีย หรือหากไม่สามารถทำได้ก็ต้องทำทุกทางเพื่อให้การพิจารณาในครั้งนั้นมี “ผล” ออกมาเป็นคุณ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เดินหน้าต่อไปให้จงได้

เชื่อว่าหลังจากนี้ต่อไป “ข้อมูลด้านลบ” ของ 7 ตุลาการคงถูกขุดขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตเป็นแน่ เพราะหากฟังเนื้อหาของการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. หลายช่วงหลายตอนเป็นการพูดถึงตัวบุคคล พฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมา นอกเหนือจากนำข้อมูลด้านกฎหมายมา “หักล้าง”

ต้องถือว่า สถานการณ์ที่เดินมาถึงตอนนี้ เป็นเรื่องที่ “พลิกความคาดหมาย” ขององคาพยพของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างมาก เพราะเดิมที่คิดว่า เมื่อผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 จนเกิดกระบวนการ “ได้มา” ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะผลักดันการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ ให้ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 ต่อไป

แต่การพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ “กลับ” ถูกต่อต้านอย่างหนักจากสังคม มิหนำซ้ำไปกว่านั้นในสถานการณ์ที่กำลัง “เข้าด้ายเข้าเข็ม” ก็บังเกิดกระบวกการ “ชะลอ” การแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมา

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในการผลักดัน 2 ประเด็นสำคัญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กำลังกลายเป็น “คำถาม” กับผู้คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลว่า ตกลงจะเข้ามาแก้ปัญหา “การเมือง” จนลืมที่จะแก้ปัญหา “บ้านเมือง” แล้วหรือ

ด้วย “อุปสรรค” ต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยที่ “ใครบางคน” จะกลับบ้านในปีนี้อย่างเท่ ๆ ตามที่ประกาศไว้

หากย้อนกลับไปจะพบว่าความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ใช่เป็นความพยายามครั้งแรกขององคาพยพของพ.ต.ท.ทักษิณ ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมีมาตั้งแต่หลัง “ชัยชนะ” ทางการเมืองในสมัยพรรคพลังประชาชนแล้ว แต่ครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีอย่าง นายสมัคร สุนทรเวช เลือกการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ทีหลัง ขณะที่รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เผชิญมรสุมการเมืองจนแทบไม่เป็นอันตั้งตัว

บทเรียนครั้งนั้นบอกให้องคาพยพของ พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำให้ยามที่ตัวเองมีความได้เปรียบทางการเมืองมากที่สุดเท่านั้น จึงจะมีโอกาสสำเร็จ จึงไม่แปลกที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็น “เรื่องแรก” หลังพรรคเพื่อไทยตั้งลำเป็นรัฐบาลมาได้สักพัก

เมื่อสถานการณ์มาถึงขั้นนี้ พรรคเพื่อไทยจะไม่มีทางอื่นนอกจากเดินหน้า “ลุยไฟ” การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไปให้จงได้ เพราะการไปสู้ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญนั้น “เสี่ยงทางการเมือง” อย่างมาก

ต้องไม่ลืมว่า หากเข้าข่ายเป็นการล้มล้างสถาบันและเปลี่ยนแปลงการปกครอง “โทษทางการเมือง” ที่จะตามมานั่นคือการ “ยุบพรรค”

มีบางคนพูดว่าสถานการณ์วันนี้ เป็นการ “สู้กัน” ระหว่างฝ่ายหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” กับอีกฝ่ายที่สถาปนาตัวเองในชื่อใหม่ว่าเป็นกระบวนการ “ประชาชนภิวัฒน์”

จะเป็น “กระบวนการ” อะไรก็ช่าง แต่วันนี้สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยคือ กฎหมายกำลังจะไม่เป็นกฎหมาย มีกติกากำลังจะไม่มีกติกา

เมื่อบ้านเมืองไร้ซึ่ง “กติกา” นั่นแหละ “หายนะ” ของจริง.
แหล่งข่าว : dailynews.co.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Copyright 2011 เรื่องเด่นทันเหตุการณ์ รู้ทันข่าว อัพเดทข่าวสาร