คณะรัฐมนตรีไฟเขียวเงินกู้ 1.2 หมื่นล้านอุ้มรฟท.-ขสมก. | เรื่องเด่นทันเหตุการณ์ รู้ทันข่าว อัพเดทข่าวสาร

คณะรัฐมนตรีไฟเขียวเงินกู้ 1.2 หมื่นล้านอุ้มรฟท.-ขสมก.


วันนี้ (5 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.00 น. นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.)  ได้อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กู้เงินสำหรับใช้ในการดำเนินงานของร.ฟ.ท. จำนวน 6,923 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ หลังพบว่า รายได้จากการดำเนินงานลดลง และงานลงทุนที่ ร.ฟ.ท.รับภาระค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งยังมีภาระในการชำระหนี้เงินกู้ที่มาจ่ายในการดำเนินงานและการขาดทุน จึงทำให้ขาดเงินสดหมุนเวียน ทั้ง รายจ่ายการดำเนินงาน การลงทุน การจ่ายบำเหน็จบำนาญ และชำระหนี้เงินกู้ในปีงบประมาณ 55 จึงมีความจำเป็นต้องขอกู้เพื่อให้มีกระแสเงินสดเพียงพอในการบริหารงาน

นายภักดีหาญส์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังอนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน (โครงการรถเมล์ฟรี เพื่อประชาชน) วงเงิน 5,842.53 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่บรรจุอยู่ในแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 55 รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะต้องกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้จากการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 53 – 30 เม.ย. 55 โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้สำหรับการกู้เงินของ2 รัฐวิสาหกิจดังกล่าวนั้น ในส่วนของร.ฟ.ท.ได้รายงานประมาณการรายได้จากการดำเนินงานของร.ฟ.ท.ในปี 55 จะลดลงจาก 9,767 ล้านบาท เหลือ 8,979 ล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ รวมทั้งสถานการณ์การเมืองความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้รายได้จากค่าโดยสารและขนส่งสินค้าไม่เป็นไปตามที่คาดการไว้ ส่วนรายจ่ายลดลงจากเดิม 15,834 ล้านบาท เหลือ 14,329 ล้านบาท หลังร.ฟ.ท.ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ ส่งผลให้ในปี 55 ร.ฟ.ท.ขาดทุนลดลงจาก 14,669 ล้านบาท เหลือ 13,940 ล้านบาท

ขณะที่ขสมก.ได้ดำเนินมาตรการรถเมล์ฟรี ตามนโยบายรัฐบาลที่มอบหมายให้ขสมก.จัดรถโดยสารประจำทาง จำนวน 800 คันต่อวัน ใน 73 เส้นทางบริการประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และรัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องกู้เงินมาชดเชยการดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งให้ ร.ฟ.ท.ไปจัดทำแผนการดำเนินงาน 5 ปีมาให้พิจารณาด้วย เพื่อจะได้รู้ถึงทิศทางการบริหารงานไม่ให้ขาดทุนสะสมและเป็นภาระต่องบประมาณต่อไป

แหล่งข่าว : dailynews.co.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Copyright 2011 เรื่องเด่นทันเหตุการณ์ รู้ทันข่าว อัพเดทข่าวสาร